เจาะลึกระบบการส่งทีวีดิจิตอล

ในปัจจุบันโลกนี้มีใช้มีอยู่ 3 ระบบคือ 

 

1. ATSC ของอเมริกาเหนือ

2. DVB ของยุโรป

3. ISDB ของญี่ปุ่น


               ทั้งหมดสามารถส่งสัญญาณภาพวิดีโอและเสียงออดิโอที่มีคุณภาพ (เช่น HDTV และ 5.1 Dolby surround) รวมทั้งข้อมูลบริการ (Data) อื่นๆ  ซึ่งทั้งหมดเป็นลักษณะของดิจิตอลจึงไม่แปลกที่ทีวีจะสามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เนตได้ สามารถชอปปิ้ง เล่นเกมส์ออนไลน์ โหวตให้คะแนน หรือทำงานในลักษณะ Interactive ได้ มีบริการในลักษณะของ VoD (Video on Demand) โดยมีรายการให้เลือกชมอย่างมากมาย


รูปแสดงเทคนิคการส่งทีวีดิจิตอล DVB-T Mpeg-2

ทีวีดิจิตอล

 ส่วนสำคัญต่างๆ ดังนี้คือ 
              ตัวMPEG encoder ทำหน้าที่บีบอัดสัญญาณภาพและเสียงเพื่อให้มีบิตเรทที่ลดลงหลายๆ เท่า (เช่น ที่ความละเอียด 720x480/576 pixels และความเร็วภาพ 30 fps (SDTV) 
              ตัวบีบอัดสัญญาณ MPEG2 สามารถลดบิตเรตที่ต้องใช้จาก 120-150 Mbps ให้เหลือแค่ประมาณ 49 Mbps เท่านั้น) 

            หลังจากนั้น Packetizer ทำหน้าที่ในการแบ่งข้อมูลที่เป็น Streaming data ที่ออกมาจากตัวบีบอัดสัญญาณให้เป็น Packet ที่เรียกว่า PES (Packetized Elementary Stream) 
                แล้วทำการจัดแบ่งความยาวของข้อมูลให้เหมาะสมตามลักษณะการใช้งาน กรณีที่ส่งข้อมูลไปยัง Media Storage ต่าง ๆ เช่น ฮาร์ดดิสก์ หรือแผ่นดีวีดี ข้อมูลในแต่ละ Packet ก็สามารถส่งคราวละมาก ๆ ได้ (เช่น 2Kbytes) เรียกว่า MPEG2 Program Stream 
               ส่วนกรณีที่ส่งข้อมูลผ่านตัวกลางที่มีสัญญานรบกวนมากๆ เช่น การส่งออกอากาศก็จะต้องแบ่งข้อมูลให้สั้นลงเพื่อความปลอดภัยของการส่ง เราเรียกว่า MPEG2 Transport Stream ซึ่งในแต่ละ Packet จะถูกกำหนดมีความยาวคงที่แค่ 188 ไบต์เท่านั้น  ล่าสุดเป็น MPEG4


              Multiplexer ทำหน้าที่ในการมัลติเพลกข้อมูล Packet ที่เป็นทั้งภาพ เสียง หรือข้อมูลอื่น ๆ เข้าด้วยกันเป็น Streaming เดียว ก่อนที่จะเข้าไปทำการ Channel Coding สำหรับการเข้ารหัสให้แต่ละ Packet โดยจะมีการเพิ่มไบต์พิเศษไป 16ไบต์ (รวมเป็น 204 ไบต์ในแต่ละ Packet กรณีที่เป็น Transport Stream) เพื่อให้ด้านรับตรวจสอบข้อมูลว่ามีความถูกต้องหรือไม่ ทั้งยังRecover ไบต์ที่ผิดต่าง ๆ ได้สูงสุดถึง 8 ไบต์ 

             ขั้นตอนสุดท้าย ตัว Modulation จะทำหน้าที่ในการมอดูเลตข้อมูลดิจิตอล เพื่อส่งผ่านตัวกลางไปยังผู้รับ ซึ่งอาจจะเป็น QPSK, QAM หรือ COFDM กรณีที่เป็นการส่งผ่านดาวเทียม (DVB-S) หรือสายเคเบิ้ล (DVB-C) หรือออกอากาศภาคพื้นดิน (DVB-T) 

               ซึ่งจะได้ช่องการส่งข้อมูลดิจิตอลที่มีความเร็วบิตเรตที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น ช่องสัญญาณทีวีภาคพื้นดินที่มีความกว้างแบนด์วิธ 6-7MHzสามารถส่งข้อมูลได้เร็วถึง 19.3 Mbps ทำให้เราใส่ช่องรายการทีวีปกติปัจจุบันได้ถึง 4-5 ช่องเลยทีเดียว (เรียกลักษณะนี้ว่า Multicast) หรืออาจใส่ช่องรายการที่มีคุณภาพ ภาพและเสียงระดับ HDTV 

                โดยภาพรวมแล้วทีวีดิจิตอล เป็นระบบการรับส่งสัญญาณภาพและเสียงที่มีข้อมูลที่มีการเข้ารหัสเป็นดิจิตอล ทีมีค่า “0” กับ “1” เท่านั้น โดยมีกระบวนการต่าง ๆ ที่จะทำการแปลงสัญญาณภาพและเสียงให้เป็นดิจิตอล มีการบีบอัดข้อมูล ทำการเข้ารหัสข้อมูล ก่อนที่จะทำการมอดูเลตข้อมูลดิจิตอลเหล่านี้เพื่อส่งผ่านตัวกลางไปสู่ผู้รับปลายทางซึ่งต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับระบบทีวีอนาลอก

            แต่ในประเทศไทย กสทช.ให้ใช้ระบบ ยุโรป หรือ DVB-T2 ดูข้อมูลเพิ่มเติม

ประกาศกสทช.เรื่อง ทีวีดิจิตอล คลิกที่นี่

ทีวีดิจิตอล

                      อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนจากการส่งสัญญาณโทรทัศน์แบบอนาล็อก สู่แบบดิจิตอล มีข้อเสียที่ตามมา คือ

            1.ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเพิ่ม เพราะเมื่อใช้คนละระบบกัน ทีวีที่บ้านที่เราใช้กันมานานย่อมใช้ไม่ได้อีกต่อไป ต้องซื้อทีวีใหม่ที่เป็นระบบดิจิตอล หรืออาอจเลือกซื้อ "กล่อง" แปลงสัญญาณ ซึ่งในส่วนนี้ ล่าสุด ทางสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้อนุมัติการแจกคูปองเงินสนับสนุนอุปกรณ์เปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีทางทีวีในระบบอนาล็อกสู่ระบบดิจิตอล แก่ 22 ล้านครัวเรือน เบื้องต้นมีกำหนดแจกในเดือนกันยายน 2556

 

               2.ในช่วงการเปลี่ยนผ่านที่ทีวีช่องต่างๆ ยังไม่เป็นระบบดิจิตอลทั้งหมดนั้น การถ่ายทอด "โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ" อาจทำให้ช่องสถานีที่เป็นอนาล็อกไม่สามารถถ่ายทอดร่วมด้วยได้ ก็จะดูได้แต่ช่องสถานีที่เป็นดิจิตอลแล้ว แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายระหว่างรัฐกับช่องสถานี หากประชาชนส่วนใหญ่ยังใช้ทีวีแบบเดิมอยู่ อาจถ่ายทอดในระบบอนาล็อกก็เป็นได้

 

               3.เมื่อเป็นทีวีดิจิตอล  ย่อมมีช่องสถานีและรายการเป็นร้อยเป็นพัน ซึ่งยากต่อการกำกับดูแล โดยเฉพาะในแง่ของความเหมาะสมของเนื้อหา เพราะช่องและรายการที่ได้รับชมอยู่ทุกวันนี้นั้นก็แทบจะดูได้ไม่หมดอยู่แล้ว หากมีเพิ่มอีกเป็นร้อยๆช่อง กสทช.และหน่วยงานต่างๆ ที่ทำหน้าที่ด้านความเหมาะสมหรือคัดกรองการออกอากาศคงเหนื่อยมาก


 

             แนวโน้มการส่งและรับโทรทัศน์ในอนาคต

1. การส่งโทรทัศน์ในระบบดิจิตอลด้วยคลื่นความถี่ภาคพื้นดิน (Digital Terrstrial Television)
2. การส่งโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมในระบบทีวีดิจิตอล มีมาเกือบ 20 ปีแล้ว
3 .การส่งเคเบิลทีวีชนิดใช้สายในระบบทีวีดิจิตอล เริ่มมีแล้ว CTH
         การให้บริการโทรทัศน์โดยผ่านโครงข่ายโทรคมนาคมในระบบทีวีดิจิตอลเช่น IPTV มีการให้บริการโดย 3BB , True Vision อันนี้ไม่ถือเป็นทีวีดิจิตอล ถือว่าเป็น ip TV มากกว่า

         ทีนี้เรามาดูหน้าตาของเครื่องรับสัญญาณ ทีวีดิจิตอล Set TOP BOX ระบบ DVB-T2 กันดีกว่า
อันนี้ใช้ในต่างประเทศ
ทีวีดิจิตอล
เครื่องนี้มีเห็นตามคลองถม บ้านหม้อ      
ทีวีดิจิตอล
ทีวีดิจิตอล
          เครื่องรับสัญญาณ ทีวีดิจิตอล ถ้าเทียบกับ เครื่องรับสัญญาณดาวเทียมที่เรารู้จักกัน แทบไม่ต่างอะไรกันเลย ต่างแค่ ภาครับ หรือ จูนเนอร์เท่านั้นเอง จูนเนอร์ของจานดาวเทียม รับความถี่สูงระดับไมโครเวฟ C-Band 3,400-6,400 Mhz แต่ได้ถูกแปลงมาถึงเครื่องรับเหลือ 950-2,150 Mhzแต่จูนเนอร์ของเครื่องรับสัญญาน ทีวีดิจิตอล รับสัญญาน ความถี่ UHF  หรือความถี่ย่านเดียวกับช่อง 3 และ TPBS :ซึ่งอยู่ในช่วงความถี่ประมาณ 470-862 Mhz นั่นเอง เพราะฉะนั้น ถ้าเรามีเสาอาหาศทีวีเก่าที่รับ ช่อง 3 ได้ ก็สามารถเอาเครื่องรับ TV DIGITAL มาเสียบแล้วจูนเครื่องดูได้เลย


ภาพแผงวงจร TV DIGITAL ทีวีดิจิตอล
      อุปกรณ์ที่ใช้เหมือนแผงวงจร TVดาวเทียม  สังเกตที่ภาครับ จูนเนอร์ทีวีดิจิตอล 
ทีวีดิจิตอล


ภาพ แผงวงจร TV จานดาวเทียม
ทีวีดิจิตอล

      
        กล่าวโดยสรุปแล้ว ระบบทีวีดิจิตอลที่ท่านสามารถรับชมได้ทันที คือ DVB-S หรือ ระบบ จานดาวเทียม ส่วนระบบ DVB-T2 ต้องรอการประมูลจากทางกสทช.ก่อน


กลับหน้าแรก  , ทีวีดิจิตอลในไทย , เสาอากาศทีวีดิจิตอล , การก้าวไปสู่ทีวีดิจิตอล , เจาะลึกระบบส่งทีวีดิจิตอล

 
Online:  7
Visits:  435,034
Today:  54
PageView/Month:  120,204